อาทิตย์ที่ผ่านมาชีวิตวุ่นวายเหลือเกินเกี่ยวกับการจะหาที่ทำงานใหม่ และผมก็คิดมาตลอดว่าจะออกไปหาความท้าทายใหม่ ๆ ฝึกประสบการณ์ชีวิต ให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และที่ทำงานที่ผมใฝ่ฝันอยากจะไปคือ software house เพราะจะได้งานที่หลากหลาย ผมก็ไปสมัครไว้บริษัทหนึ่ง โอเคเลยบริษัทนี้ บรรยากาศดี เป็นบ้านตกแต่งเหมือนร้านกาแฟที่ผมชอบไปนั่งทำงาน พี่ที่คุมก็จัดการไรเก่ง แนวคิดดี ผมก็สัมภาษผ่านซะด้วย แล้วเขาก็โอเคที่จะรับเข้าทำงาน ผมก็โอเคกะจะไปแน่นอนอยู่แล้วแต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เมื่อหัวหน้าผมได้ทราบข่าวและพี่ ๆ ที่ทำงานก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง และก็พยายามพูดให้อยู่ต่อ ผมก็ไม่คิดว่าที่ทำงานจะให้ความสำคัญผมขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งมาทำงานได้ยังไม่ถึงหกเดือน แต่ผมก็ยืนยันนะครับว่าจะไปให้ได้ และอาทิตย์สุดท้ายก็มาถึง วันที่ผมกำลังจะไป เจอข้อเสนอ ที่หัวหน้าผมให้และยากที่จะปฏิเสธ แต่ทำไงได้ล่ะผมรับปากทำที่นู่นไว้แล้ว และผมก็อยากไปด้วย จึงต้องมานั่งตัดสินใจดี ๆ และเหตุการณ์แบบนี้ผมก็เคยเจอมาทีแล้วและก็เขียนไว้ในบล็อกเก่าด้วย http://www.3mistscript.com/2008/index.php?name=entries&file=view&id=25 (ต้องรีเฟรช 2 ครั้งมันเป็นไรไม่รู้มัน) ก็เลยมานั่งดูข้อดีข้อเสีย
เวลาเข้างาน
ที่เดิม 10.00 - 19.00 เข้าออฟฟิต จ พ ศ วันอังคารกับพฤหัสฯ สามารถทำที่ไหนก็ได้ หยุดเสาร์อาทิตย์
ที่ใหม่ 10.00 - 20.00 เข้าออฟฟิต จ-ศ หยุดเสาร์อาทิตย์
ความยากของงาน
ที่เดิม มีโปรแกรมมาให้แก้เรื่อย ๆ จะมีโปรเจ็คใหม่เข้าใหม่บ้าง งานถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง
ที่ใหม่ เป็นโปรเจ็คระดับ application งานที่เห็นคร่าว ๆ ถือว่ายากแน่นอนเพราะจะรับคนเฉพาะทำโปรแกรม ไม่ทำเว็บ
ความรู้และประสบการณ์ที่จะได้รับ
ที่เดิม จำเป็นต้องศึกษาด้วยตัวเอง และเขาจะเอาโปรแกรมเมอร์ฝรั่งมาช่วยติวด้วยถ้าอยู่ต่อ จึงต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ
ที่ใหม่ ได้ไปเต็ม ๆ กับโปรเจ็คงานยากขนาดนี้และก็จะมีพวก outsource มาช่วยติวด้วย
รายได้ต่อเดือน
ที่เดิม สัญญาใหม่ที่ให้มามากกว่าที่ใหม่ 5 พันกว่า และบวกโบนัสค่าปิดโปรเจ็คละหมื่นขึ้น
ที่ใหม่ น้อยกว่าที่เดิมห้าพันในสามเดือนแรก และก็จะเพิ่มขึ้นตามความสามารถ และมีโอทีและเงินค่าอาหารกลางวันฟรี
เพื่อนร่วมงาน
ที่เดิม ก็เป็นรุ่นพี่ทั้งหมดอายุต่างกันค่อนข้างมาก อยู่กันแบบพี่กับน้อง หัวหน้าเป็นชาวต่างประเทศ ต้องคุยและรับงานเป็นอังกฤษ
ที่ใหม่ รู้สึกว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ต่างกันไม่มาก น่าจะเข้ากันได้ดี หัวหน้าเป็นคนไทยถึง รับงานจากเมืองนอกเหมือนกัน
คือความรู้สึกตอนนี้ต่างฝ่ายผมก็เกรงใจ และในวันที่ 29 กค. ผมต้องเลือกจริง ๆ ละว่าจะไปทางไหน ถ้าโผล่ไปออฟฟิตใหม่ก็เริ่มงานใหม่ ส่งเมลไปขอโทษที่ทำงานเก่า และถ้าโผล่ไปที่ทำงานเก่าก็ต้องส่งเมลไปขอโทษที่ทำงานใหม่ และผมก็ตัดสินใจนาทีสุดท้ายจริง พอดีพ่อผมมาพอดีโดยที่ผมให้รู้มาก่อนว่าจะมา มาทำธุระใน คืนวันที่ 28 ก็มาพูดถึงความลำบากที่บ้านให้ฟัง ครอบครัวผมไม่ใช่คนร่ำรวย ออกจะจนด้วยซ้ำ ผมต้องส่งเงินไปให้ที่บ้านทุกเดือน
ผมต้องเข้าออฟฟิตก่อนสิบโมง(ที่ใดสักแห่ง)ผมไปส่งพ่อผม ตอนเก้าโมงครึ่ง และก็ต้องเลือกแล้วว่าต้องไปทางไหนหลังส่งพ่อ ซ้ายคือออฟฟิตเก่า ขวาออฟฟิตใหม่ ผมเลือกเดินทางซ้ายเพราะเหตุผล คือ
1. เมื่อหัวหน้ากล้าให้ข้อเสนอขนาดนั้นคงเห็นความสำคัญเรามาก เราก็ควรจะอยู่ช่วยเขาพัฒนาธุรกิจต่อไป
2. เพราะ ฐานะครอบครัวผมเองแหละ คือถ้าผมเกิดมามีเงินพอกินพอใช้ผมคงไปหาประสบการณ์ที่ออฟฟิตใหม่แล้ว
3. ความสะบาย ผมอาจจะยังกลัวความลำบากอยู่ในใจลึก ๆ ทั้งที่อยากจะทำไรที่ท้าทาย แต่สุดท้ายก็ต้องเลือกความสะบาย
4. เงิน คล้าย ๆ ข้อ 2 ทีแรกผมไม่คิดว่าตัวเองจะถือว่าเงินสำคัญกว่าความรู้แต่ถ้าเจอจริง ๆ มันก็อดไม่ได้ที่จะรับไว้
5. รถ อาจจะไม่เกี่ยวกันมากแต่มันก็รู้สึกแปลกจริงถ้าไปทำงาน เพราะ ที่ทำงานใหม่เอารถยนต์มาทำงานหมดแต่ผมใช้มอเตอร์ไซน์เพียงคนเดียว
งานนี้ที่ใหม่ได้รับผลกระทบพอสมควรเพราะตั้งแต่รับผมเขาก็ไม่ได้รับใครเพิ่ม และผมทำแบบนี้เขาก็เสียหาย แต่ทำไงได้ผมก็ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเอง ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากคำว่าขอโทษพี่เขา และขอโทษอาจารย์ที่ช่วยฝากฝังให้ไปทำงานที่ใหม่ เรื่องนี้จึงสอนให้ผมรู้ว่า เงินซื้อผมไม่ได้ ถ้ามันไม่มากพอ

1 comment for "การตัดสินใจมันยากจริง ๆ".
1. เงินซื้อผมไม่ได้
เงินซื้อผมไม่ได้ ถ้ามันไม่มากพอ
ชอบมากคำนี้ และจะแวะมาอ่านเรื่อยๆ ครับ